ExamHunter Team

CEO and Head Coach, Prime Learning Co., Ltd./ GMAT HunterGMAT&GRE CoachMBA, University of Cambridge

GMAT: Official Guide หนังสือคู่กายสำหรับการเตรียมสอบ GMAT

หนังสือเล่มไหนบ้างที่ผู้กำลังเตรียมสอบ GMAT จำเป็นต้องมี เล่มแรกเลยเป็นหนังสือที่ทุกคนน่าจะต้องรู้จักอยู่แล้วนั่นคือหนังสือ Official Guide (หรือเรียกย่อๆว่า OG) โดยหนังสือเล่มนี้จะออกมาปีละหนึ่งเล่มประมาณช่วงเดือน 6-7 ของแต่ละปี และตัวปีจะออกนำหน้าปีที่ออกจริงๆอยู่หนึ่งปี (นั่นแปลว่า  OG 2020 ได้ออกมาในปี 2019 และ OG 2021 ก็ได้ออกมาในปี 2020) หนังสือเล่มนี้น่าสนใจเพราะได้รวบรวมข้อสอบเก่าของจริงจำนวนมากกว่า 1000 ข้อ หลายคนน่าจะเคยถามคำถามว่าแล้วถ้าเรามีหนังสือปีอื่นๆที่ไม่ใช่เล่มล่าสุด จำเป็นแค่ไหนที่จะซื้อหนังสือเล่มล่าสุดด้วย คำตอบคือ หากเป็นปีใกล้ๆกัน เช่นมีหนังสือ 2020 แล้ว ไม่จำเป็นที่จะซื้อหนังสือปี 2021 เพราะแต่ละปีข้อสอบในเล่มจะต่างกันเพียงประมาณ 20% เท่านั้น (เป็นการเอาข้อสอบเก่าออกไปและเพิ่มข้อสอบใหม่เข้ามา 15-20%) แต่หากเรามีปีเก่าๆเช่น มีปี 2018 การซื้อเล่มปี 2020 หรือ 2021 ก็ยังมีประโยชน์เพราะข้อสอบที่ต่างกันนั้นจะมีมากกว่าระหว่างปีที่ติดกัน แบบนี้ถ้าทำข้อสอบใน OG หมดแล้วควรทำอย่างไร? คำตอบคือหนังสือ Official Guide ที่ออกมาในแต่ละปีนั้น จริงๆแล้วไม่ได้มีแค่หนึ่งเล่ม …

GMAT: Official Guide หนังสือคู่กายสำหรับการเตรียมสอบ GMAT Read More »

GMAT: Not only ….. but also

Not only A but also B. เป็น pattern ที่เห็นได้บ่อยมากในข้อสอบ GMAT แต่สิ่งหนึ่งที่ผู้สอบต้องทำความเข้าใจคือความหมายของมันที่เสริมเข้ามา นอกจากที่เราต้องเช็คว่า A และ B สามารถไปด้วยกันได้มั้ย Parallel เรายังต้องเช็คด้วยว่าความหมายของ A และ B เหมาะสมที่จะไปในทิศทางเดียวกันรึเปล่าด้วย เพราะความหมายของ Not only A but also B จะมีความหมายว่า A และ B ไปทางเดียวกัน แต่ Not A but B แปลว่าไม่ใช่ A แต่ว่าเป็น B และการใช้ Not only A but also B นั้นจะสามารถตามด้วยอะไรได้หลากหลาย แต่ A, B ต้องมีลักษณะที่เหมือนกัน …

GMAT: Not only ….. but also Read More »

GMAT: คำว่า prohibit และ forbid ใช้ยังไง

Prohibit  someone from something / doing something เป็น idiom หนึ่งที่เราจะเห็นได้บ่อยในการสอบ GMAT และมีความหมายว่า ห้าม someone จากอะไรบางอย่าง หรือ ห้ามไม่ให้ทำอะไรบางอย่าง ตามตัวอย่างด้านล่างนี้ She prohibited me from eating hamburger. เธฮห้ามไม่ให้ฉันกินเบอร์เกอร์ They are prohibited from working here. พวกเขาถูกห้ามไม่ให้ทำงานที่นี่ แต่ forbid จะใช้ในลักษณะ forbid someone to do something คือการห้าม someone ไม่ได้ทำอะไรบางอย่าง เช่น I forbid you to talk. ฉันห้ามไม่ให้คุณพูด She forbade me to leave my …

GMAT: คำว่า prohibit และ forbid ใช้ยังไง Read More »

เรียนต่อ MBA แล้วได้อะไร

MBA (Master of Business Administration) คือโปรแกรมที่หลายๆ คนสนใจที่จะเรียนแต่จริงๆแล้วอะไรกันแน่คือสิ่งที่เราได้รับจากการไปเรียนต่อ MBA? ในบทความนี้เราจะมาวิเคราะห์กันถึงประโยชน์ที่ผู้เรียนจะได้รับจากการเรียนต่อโปรแกรมนี้เพื่อช่วยให้น้องๆที่กำลังตัดสินใจจะเรียนต่ออยู่ได้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่าจะสมัครเรียนคณะนี้ดีไหม ความรู้ทางด้านธุรกิจ : ในหมวดนี้จะขอแบ่งออกเป็นสองอย่างคือ 1) ความรู้ที่สอนในห้องเรียน 2) ความรู้ที่ได้จากสภาพแวดล้อมถึงแม้ว่าเป้าหมายหลักของการเรียนต่อในหลายๆคณะ แต่สำหรับ MBA แล้วนี่กลับไม่ใช่เป้าหมายหลักขนาดนั้นครับ โดยเฉพาะนักเรียนที่จบมาด้านธุรกิจ หรือทำงานในสายธุรกิจอยู่แล้ว สำหรับนักเรียนที่ทำงานในสายอื่นๆ ตรงจุดนี้ยังมีประโยชน์มากอยู่ แต่ก็ไม่ใช่ประโยชน์ที่เป็นส่วนที่สำคัญที่สุดสำหรับการเรียนต่อโปรแกรมนี้เพราะอะไร?สาเหตุหลักเลยเพราะวิชาที่เรียนกันนั้น แต่ละวิชาจะค่อนข้างซ้ำกับตอนเรียนปริญญาตรีด้านธุรกิจ และเนื่องจาก MBA เป็นโปรแกรมที่ค่อนข้างจับฉ่าย ดังนั้นเนื้อหาในแต่ละวิชาจึงไม่ได้ลงลึกมาก เพราะต้องครอบคลุมเนื้อหาให้ได้หลากหลายแขนงตัวอย่างเช่นแต่ส่วนที่น่าจะมีประโยชน์มากคือการแสดงความคิดเห็น และการทำโปรเจคต่างๆ ซึ่งในห้องเรียนของเรานั้นจะมีเพื่อนที่มาจากหลากหลาย background มาก อย่างตอนที่ผมเรียนต่อที่อังกฤษนั้น เพื่อนๆก็มีทั้งเป็นทหารอเมริกา หมอจากอินเดีย consult จากเสปน ข้าราชการจากญี่ปุ่น นักธุรกิจจากอังกฤษ และอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งการทำโปรเจคหรือแสดงความคิดเห็นร่วมกับคนกลุ่มนี้จะทำให้เราได้ไอเดียที่หลากหลาย และ มองโลกได้กว้างขึ้น ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการประกอบอาชีพในอนาคต โอกาสในการเข้าถึงความรู้และคนที่มีความรู้และประสบการณ์ ในการเข้าไปเรียน MBA นั้น นักเรียนจะมีโอกาสได้เรียนกับอาจารย์ที่มีชื่อเสียงและมีความรู้ลึกซึ้งในแขนงที่อาจารย์แต่ละท่านสอน ถ้าหากใครที่สนใจในแขนงไหน ก็สามารถไปขอคำปรึกษาไอเดีย หรือ โปรเจคที่ทำได้อย่างง่ายดายนอกจากนี้ในโปรแกรม …

เรียนต่อ MBA แล้วได้อะไร Read More »

MS, MSc และ MPhil ต่างกันอย่างไร

MS หรือ MSc จะเหมือนกัน ซึ่งย่อมาจาก Master of Science เช่นโปรแกรม MS Finance ก็จะมาจาก Master of Science in Finance ส่วน MA จะย่อมาจาก Master of Art เช่น MA Finance ก็จะย่อมาจาก Master of Art in Finance ดั้งเดิมเลยโปรแกรม MS จะเน้นทางด้าน science หรือ technical เกี่ยวกับการใช้ทางด้านเทคนิค กลวิธี วิธีการ ต่างๆ ในขณะที่ MA จะเน้นไปด้าน art ไม่ว่าจะเป็นด้านการเขียน ด้านภาษา ด้านประวัติศาสตร์ แต่ในปัจจุบันแล้ว MS MA แทบจะไม่ได้ต่างกันโดยมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ และ โปรแกรมโทด้าน …

MS, MSc และ MPhil ต่างกันอย่างไร Read More »

Welcome to ExamHunter

0

error: Content is protected !!