GMAT vs GRE เราควรเลือกสอบตัวไหนดี

เราควรเลือกสอบ GMAT หรือ GRE ดี คำถามนี้เป็นคำถามในใจของหลายๆคนที่กำลังเตรียมความพร้อมในการเรียนต่อระดับชั้นปริญญาโทและปริญญาเอกอยู่ แต่คำถามนี้ซึ่งฟังดูเหมือนง่ายจริงๆแล้ว เราควรจะวิเคราะห์ให้ดีครับว่าการสอบข้อสอบไหนจะตรงกับเป้าหมายของเรามากกว่า และข้อสอบไหนจะช่วยให้เราเข้าใกล้เป้าหมายนั้นมากกว่า

คำถามด้านล่างนี้น่าจะช่วยให้เราเลือกข้อสอบ GMAT และ GRE ได้ง่ายขึ้นครับ

  1. คณะไหนที่ต้องการเข้า
  2. ถนัดกับลักษณะข้อสอบแบบไหนมากกว่า

คณะไหนที่ต้องการเข้า

คณะที่เป็นด้าน business ส่วนมากจะรับคะแนน GMAT มากกว่า GRE และการสอบ GMAT ซึ่งเป็นข้อสอบที่เน้น business school ดังนั้น business school ส่วนมาก ซึ่งรวมถึงคณะ MBA ด้วย

ถึงแม้ว่าหลายๆคณะจะบอกว่ารับคะแนน GRE ด้วย แต่คะแนน GMAT ก็ยังแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะเข้าคณะ business school มากกว่า และยังมีโอกาสสมัครได้หลากหลายที่มากกว่าด้วย ดังนั้นถ้าต้องการที่จะสมัครคณะด้าน business เป็นหลักการเลือกสอบ GMAT จึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่า GRE นอกจากนี้คณะ business school ส่วนมากยังชอบคะแนน GMAT มากกว่าด้วย (ถึงแม้ว่าทางมหาลัยจะบอกว่าไม่ส่งผลต่อการรับนักศึกษาเข้าเรียน แต่โดยส่วนตัวแอดมินก็ยังเชื่อว่า GMAT เป็นตัวเลือกที่ดีกว่าในประเด็นนี้)

แต่สำหรับใครที่ยังไม่มั่นใจว่าจะเลือกคณะ business หรือคณะด้านอื่นๆ การสมัคร GRE ก็เป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยในตัวเลือกมากกว่าหากตั้งใจจะสอบแค่หนึ่งตัวเท่านั้น

คะแนนของผู้สอบก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัย ที่ช่วยในการพิจารณาว่าเราควรจะเลือกทำข้อสอบตัวไหน กล่าวคือ ในข้อสอบ GMAT นั้นผู้สอบจะดูข้อสอบทั้ง math และ verbal ไปด้วยกัน เพราะคะแนนที่มหาวิทยาลัยให้น้ำหนักมากที่สุดคือคะแนนรวมเต็ม 800 คะแนน แต่ใน GRE นั้นคะแนนที่มหาวิทยาลัยให้ความสำคัญจะเป็นคะแนนเต็ม 170 ในแต่ละส่วนมากกว่า (Math เต็ม 170 และ Verbal เต็ม 170) ซึ่งบางคณะทางด้านวิศวะอาจจะอยากได้คะแนนเลขสูงๆ ในขณะที่บางคณะเช่นคณะสายสังคม ครุศาสตร์ อาจจะต้องการคะแนน verbal ที่สูง และไม่ต้องการคะแนน math ที่สูงมากนัก

ถนัดกับลักษณะข้อสอบแบบไหนมากกว่า

GMAT และ GRE มีลักษณะเนื้อหาที่แตกต่างกันอยู่หลายข้อ และ หลายคนอาจจะมองว่าข้อสอบหนึ่งยากกว่าอีกตัวหนึ่ง ทั้งนี้จึงจำเป็นที่ผู้สอบต้องเตรียมตัวและรู้จักกับข้อสอบให้พร้อม นอกจากนี้ลักษณะที่มหาวิทยาลัยดู

ความแตกต่างของลักษณะข้อสอบ

GMAT

จุดประสงค์: เพื่อสมัครเข้าเรียนโปรแกรมต่างๆใน business school เช่น MBA

ลักษณะของข้อสอบ: ประกอบด้วย 4 พาร์ท

  1. Verbal ทดสอบด้านภาษา 36 ข้อ 65 นาที
  2. Quantitative ทดสอบด้านคณิตศาสตร์ 31 ข้อ 62 นาที
  3. Integrated Reasoning ทดสอบการประยุกต์ใช้ภาษาและคณิตศาสตร์ 12 ข้อ 30 นาที
  4. Analytical Writing ทดสอบการเขียน 30 นาที

การดูผลของคะแนน: มหาวิทยาลัยส่วนมากจะดูผลของคะแนนโดยรวม โดยพาร์ท Verbal และ Quant จะรวมคะแนนออกมาเป็นเต็ม 800 คะแนน

ข้อสอบจะเป็นลักษณะปรับตาม performance ของผู้สอบ Computerized Adaptive Testing ซึ่งยิ่งทำได้ดีเท่าไหร่ ยิ่งเจอข้อสอบยากขึ้น โดยจะอิงตามผลของการทำแต่ละข้อ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่

ค่าสอบ: 250 USD

เวลาที่ใช้สอบ: ประมาณ 3 ชั่วโมง 30 นาที

เก็บคะแนนได้นาน: 5 ปี

 

GRE

จุดประสงค์: เพื่อสมัครเข้าเรียนโปรแกรมปริญญาโท และเอกในสาขาต่างๆ
ลักษณะของข้อสอบ:
1. 60 นาที สำหรับการเขียนเรียงความ 2 เรื่อง เรื่องละ 30 นาที
2. พาร์ท verbal สองชุด ชุดละ 30 นาที
3. พาร์ท math สองชุด ชุดละ 35 นาที
4. และพาร์ททดลองซึ่งอาจจะเป็น math หรือ verbal ก็ได้ อีก 30-35 นาที

การสอบจะเป็นในลักษณะ section คือถ้าทำ verbal ชุดแรกได้ดี ก็จะเจอข้อสอบชุดที่ยากขึ้น และถ้าทำข้อสอบ math ชุดแรกได้ดีก็จะเจอชุดสองที่ยากขึ้น

ค่าสอบ: 205 USD

เวลาที่ใช้สอบ: 3 ชั่วโมง 45 นาที

เก็บคะแนนได้: 5 ปี

ความยากง่ายและความแตกต่างของข้อสอบ

Math (Quantitative)
ลักษณะของตัวข้อสอบ

Verbal
ลักษณะของตัวข้อสอบ
คำศัพท์

คำศัพท์จะมีความจำเป็นในข้อสอบ GRE มากกว่า GMAT มาก นอกจาก GRE จะใช้คำศัพท์ยากกว่าในตัวข้อสอบเองแล้ว ข้อสอบ GRE ยังมีถึงสองพาร์ทจากทั้งหมด 3 พาร์ทที่ของ verbal ที่ให้ความสำคัญกับคำศัพท์โดยตรง และแทบจะทำคะแนนสูงไม่ได้เลยถ้าไม่ได้ท่องคำศัพท์มาให้เพียงพอ

แต่ถึงอย่างนั้น ก็ไม่ใช่ว่าคำศัพท์จะไม่สำคัญเลยในข้อสอบ GMAT เพราะถึงแม้ว่าหลายๆ post ใน gmatclub หรือหลายๆบทความของต่างประเทศ จะเน้นอยู่เสมอว่าคำศัพท์ไม่ใช่ส่วนสำคัญของ GMAT แต่หากว่าผู้สอบโดยเฉพาะที่ไม่ใช่ native speaker ไม่รู้จักคำศัพท์ที่สำคัญเพียงพอก็ไม่สามารถทำข้อสอบ GMAT ได้อย่างมีประสิทธิภาพได้

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

error: Content is protected !!